ดีลลับ 3 เดือนใกล้จบ สภาสหรัฐฯ ยอมปลดล็อกคริปโต แลกห้ามฝาก Stablecoin กินดอก ตลอดสองเดือนที่สภาคองเกรสเงียบกริบไม่ขยับเรื่องกฎหมายคริปโต นักลงทุนหลายคนเริ่มเชื่อว่า CLARITY Act คงถูกฝังไปแล้วเหมือนกฎหมายคริปโตอีกหลายฉบับก่อนหน้า แต่แล้วในคืนวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569 ข่าวหนึ่งก็ทำให้ทั้ง Capitol Hill ต้องจับตา วุฒิสมาชิกสองคนจากคนละพรรค เดินออกจากห้องประชุมพร้อมประกาศว่าได้ดีลที่รอคอยแล้ว คำถามคือ อะไรทำให้ปมที่ค้างมาสองเดือนถูกเคลียร์ในชั่วข้ามคืน และทำไมหุ้น Circle ถึงร่วงยับ 20% ในสามวันถัดมา 1) กรกฎาคม 2568 จุดเริ่มต้น สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย Digital Asset Market CLARITY Act (กฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ที่จะแบ่งอำนาจกำกับระหว่าง SEC และ CFTC ให้ชัดเจนว่าเหรียญไหนเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เหรียญไหนเป็นหลักทรัพย์) ด้วยคะแนน 294 ต่อ 134 เสียง ส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา 2) มกราคม 2569 ปมเริ่มปะทุ คณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภายกเลิกการพิจารณาร่างกะทันหัน เพราะติดปมเดียวที่เจรจาไม่ลงตัว นั่นคือเรื่อง "รางวัล Stablecoin" ว่าตลาดแลกเปลี่ยนคริปโตจะจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือเหรียญ Stablecoin ได้หรือไม่ 3) ก่อนหน้านั้น ต้นทางของปัญหา กฎหมาย GENIUS Act ที่ทรัมป์ลงนามปี 2568 ห้ามผู้ออก Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือโดยตรง แต่ไม่ได้ห้ามแพลตฟอร์มอย่าง Coinbase มอบรางวัลให้ผู้ใช้ ทำให้เกิดช่องโหว่ที่ธนาคารมองว่าเป็นภัยคุกคามตรงต่อเงินฝาก 4) กุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 สงครามล็อบบี้ สมาคมธนาคารอเมริกัน (American Bankers Association) ลงโฆษณาในจดหมายข่าว Politico เรียกร้องให้ "ปิดช่องโหว่ Stablecoin" ฝ่ายคริปโตสู้กลับ Paul Grewal ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย Coinbase โพสต์ตรงๆ บน X ว่าคุณจะเป็นทั้งผู้สนับสนุน CLARITY และต่อต้านรางวัลไปพร้อมกันไม่ได้ ต้องเลือกเอาสักทาง 5) 5 มีนาคม 2569 ดีลแรกล่ม สมาคมธนาคารอเมริกันปฏิเสธข้อเสนอประนีประนอมที่ทำเนียบขาวใช้เวลาร่างหลายสัปดาห์ ซึ่งจะอนุญาตผลตอบแทนในบริบทการชำระเงินแบบ Peer-to-Peer (ระหว่างผู้ใช้โดยตรง) แต่ห้ามจ่ายบนยอดคงเหลือที่นิ่งอยู่เฉยๆ 6) 20 มีนาคม 2569 จุดเปลี่ยน วุฒิสมาชิก Angela Alsobrooks (เดโมแครต รัฐแมริแลนด์) และ Thom Tillis (รีพับลิกัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา) ประกาศดีลประนีประนอมขั้นหลักการกับทำเนียบขาว ทีมงานของวุฒิสมาชิก Cynthia Lummis ระบุว่าการเจรจา "แก้ไขได้ 99% แล้ว" ขณะที่ Patrick Witt ผู้อำนวยการบริหารสภาคริปโตแห่งทำเนียบขาว เรียกดีลนี้ว่าเป็น "หมุดหมายสำคัญ" 7) 23 มีนาคม 2569 เนื้อหาจริงเปิดออก ผู้นำอุตสาหกรรมคริปโตเข้าห้องประชุมลับที่ Capitol Hill เพื่อดูร่างภาษากฎหมาย วันถัดไปถึงคิวธนาคาร เนื้อหาสำคัญคือห้ามจ่ายผลตอบแทนแบบ Passive (ที่จ่ายเพียงเพราะถือเหรียญไว้เฉยๆ) แต่อนุญาตรางวัลที่ผูกกับกิจกรรม เช่น การเทรด การให้ยืม การจัดหาสภาพคล่องใน DeFi โดยส่งให้ SEC, CFTC และกระทรวงการคลังไปกำหนดรายละเอียดภายในหนึ่งปี 8) ปฏิกิริยาตลาดทันที หุ้น Circle (ผู้ออกเหรียญ USDC) ร่วง 20% ในวันเดียวซึ่งเป็นการลดลงหนักสุดในประวัติศาสตร์บริษัท สูญมูลค่าตลาด 5.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.04 แสนล้านบาท) นักลงทุนตีความว่าฝั่งธนาคารชนะในประเด็นสำคัญ. 9) ยังมีประเด็นสำคัญที่ยังค้างอยู่อีกสามข้อ ข้อแรกคือบทบัญญัติเกี่ยวกับ DeFi และกฎหมาย Blockchain Regulatory Certainty Act ซึ่งระบุว่านักพัฒนาแบบ Non-Custodial (ที่ไม่ได้ถือครองเงินของผู้ใช้) ไม่ถือเป็น "ผู้รับโอนเงิน" ซึ่งพรรคเดโมแครตกังวลว่าจะทำให้การสืบสวนคดีฟอกเงินยากขึ้น ข้อสองคือประเด็นด้านจริยธรรมของทรัมป์ Bloomberg ประเมินว่าประธานาธิบดีได้รับรายได้จากธุรกิจคริปโตไปแล้ว 1.4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.11 หมื่นล้านบาท) จากโครงการ World Liberty Financial หุ้นร้อยละ 20 ในบริษัทขุดเหมือง American Bitcoin และเหรียญ Memecoin ตระกูล TRUMP กับ MELANIA ข้อสามคือการจำกัดนิยาม "รางวัลที่ผูกกับกิจกรรม" ซึ่งแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยกับ Bloomberg ว่าภาษากฎหมาย "แคบเกินไปจนน่าหดหู่" 10) เวลาที่กำลังหมดลง วุฒิสมาชิก Bernie Moreno (พรรครีพับลิกัน รัฐโอไฮโอ) เตือนว่า หากร่างกฎหมายไม่สามารถส่งไปยังสภาได้ภายในเดือนพฤษภาคม กฎหมายคริปโตอาจต้องรอไปจนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ล่าสุด Tillis เองก็ขอเลื่อนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการไปเป็นเดือนพฤษภาคม ซึ่งขัดแย้งกับ Lummis ที่ต้องการเร่งให้เสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ ความเห็นจากผู้สังเกตการณ์บนโซเชียลมีเดีย (อ้างอิงจากบัญชีที่เข้าถึงได้ ไม่ใช่การสัมภาษณ์โดยตรง) สะท้อนความกังวลว่าแม้ดีลจะคืบหน้า แต่ธนาคารยังคงโฆษณาใน Politico อย่างต่อเนื่อง จนถูกตีความว่าไม่ได้มีเจตนาแก้กฎหมายจริง แต่ต้องการให้เวลาหมดไปเพื่อให้ร่างกฎหมายล้มหายไปเอง อีกความเห็นที่พบบ่อยคือผู้ลงทุน USDC ที่เคยได้รับผลตอบแทนจาก Coinbase รู้สึกว่าตนเองจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์จริง หากกฎหมายผ่านในรูปแบบนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสหรัฐฯ เพราะ Stablecoin มีมูลค่าตลาดรวม 3.2 แสนล้านดอลลาร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับทุกตลาดรวมถึงประเทศไทย กฎหมายฉบับนี้จะกำหนดว่าผู้ใช้งาน Stablecoin ทั่วโลกจะได้รับผลตอบแทนจากการถือครองเหรียญหรือไม่ และจะกำหนดมาตรฐานว่าประเทศอื่นควรเดินตามแบบใด เคสนี้คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยหลายครั้ง เมื่อกฎหมายใหม่ประกาศออกมา หุ้นรายตัวที่เกี่ยวข้องร่วงลงทันทีก่อนเนื้อหาจริงจะมีผลบังคับใช้ Circle เป็นตัวอย่างสดๆ ที่นักลงทุนในตลาดอ่านร่างกฎหมายแล้วลงมือขายก่อนรอให้กฎหมายผ่านจริง CLARITY Act ยังต้องผ่านอีกห้าขั้นตอน ได้แก่ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการธนาคาร การลงมติเต็มสภาที่ต้องใช้เสียงสนับสนุน 60 เสียง การรวมร่างกับฉบับของคณะกรรมาธิการการเกษตร การรวมร่างกับฉบับของสภาผู้แทนราษฎร และการลงนามของประธานาธิบดี ดีลรางวัล Stablecoin เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น ติดตามต่อไปว่าการพิจารณาในคณะกรรมาธิการธนาคารจะเคลื่อนไหวทันเดือนพฤษภาคมหรือไม่ และประเด็นจริยธรรมของทรัมป์จะกลายเป็นอุปสรรคใหม่ที่ทำให้ดีลล้มเหลวอีกครั้งหรือไม่ #CLARITYAct #Stablecoin #Crypto #USDC

Chia sẻ







Nguồn:Hiển thị bản gốc
Tuyên bố miễn trừ trách nhiệm: Thông tin trên trang này có thể được lấy từ bên thứ ba và không nhất thiết phản ánh quan điểm hoặc ý kiến của KuCoin. Nội dung này chỉ được cung cấp cho mục đích thông tin chung, không có bất kỳ đại diện hay bảo đảm nào dưới bất kỳ hình thức nào và cũng không được hiểu là lời khuyên tài chính hay đầu tư. KuCoin sẽ không chịu trách nhiệm về bất kỳ sai sót hoặc thiếu sót nào hoặc về bất kỳ kết quả nào phát sinh từ việc sử dụng thông tin này.
Việc đầu tư vào tài sản kỹ thuật số có thể tiềm ẩn nhiều rủi ro. Vui lòng đánh giá cẩn thận rủi ro của sản phẩm và khả năng chấp nhận rủi ro của bạn dựa trên hoàn cảnh tài chính của chính bạn. Để biết thêm thông tin, vui lòng tham khảo Điều khoản sử dụng và Tiết lộ rủi ro của chúng tôi.
