รัฐบาลยันไม่ขึ้น VAT 10% แต่เงินคงคลังเหลือน้อย เล็งงัด พ.ร.ก. กู้ 5 แสนล้าน . ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกคนในไทม์ไลน์พูดเรื่องเดียวกัน นั่นคือข่าวลือว่ารัฐบาลกำลังจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% แม่ค้าในตลาดคุยกัน คนทำบัญชีในออฟฟิศโทรถามลูกค้า ร้านอาหารเริ่มคิดว่าจะปรับราคาเมนูอย่างไร . แต่เช้าวันที่ 21 เมษายน 2569 โฆษกรัฐบาลออกมาพูดคำเดียวสั้น ๆ ว่า "ข่าวปลอม" . ปัญหาคือในวันเดียวกันนั้นเอง รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายกลับพูดอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนฟังแล้วขมวดคิ้ว . 🏛️ ภาพรวมสิ่งที่เกิดขึ้น . เรื่องนี้มีตัวละครหลัก 3 คน คือ . คนแรก นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ต้องออกมาดับไฟข่าวลือ . คนที่สอง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย คนที่จุดไฟอีกกองหนึ่งด้วยการเปิดเผยเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงิน 500,000 ล้านบาท . คนที่สาม คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ วุฒิสภา ผู้เสนอไอเดียขึ้น VAT เป็น 10% มาตั้งแต่ต้นปี . คำถามใหญ่ที่ทุกคนอยากรู้คือ ในเมื่อรัฐบาลยืนยันว่าไม่ขึ้นภาษี แล้วทำไมต้องเตรียมกู้เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ เงินคงคลังของประเทศอยู่ในสภาพแบบไหน . 📅 ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด . 1) กุมภาพันธ์ 2569 คณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่องปรับโครงสร้างภาษี เสนอให้ขึ้น VAT เป็น 10% เพื่อหารายได้เข้ารัฐเพิ่ม 400,000 ล้านบาท อ้างเหตุผลว่าไทยกำลังติดกับดัก "ต้มกบ" . 2) 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาค้าน ยืนยันว่า 2 ถึง 3 ปีนี้ไม่มีแนวคิดขึ้น VAT เป็น 10% เน้นฟื้นฟูเศรษฐกิจก่อน . 3) 20 เมษายน 2569 ช่วงบ่าย ที่รัฐสภา น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ออกมาบอกว่าเรื่องปรับ VAT ไม่ใช่หน้าที่ของวุฒิสภา คนที่มีหน้าที่คือรัฐบาล . 4) 20 เมษายน 2569 วันเดียวกัน ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาออก พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤต . 5) 20 เมษายน 2569 ช่วงเย็น นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ว่าปลัดคลังยังไม่รู้เรื่อง เป็นกรณีที่ฝ่ายการเมืองคิดเองสรุปเอง ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน . 6) 21 เมษายน 2569 เช้าวันนี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ออกมาแถลงที่ทำเนียบว่าข่าวขึ้น VAT เป็นข่าวปลอม และเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงินเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมาย ไม่ได้ตัดสินใจข้ามหัวข้าราชการ . 💰 เหตุผลของการกู้ที่รองนายกฯ อธิบาย เงินคงคลังปัจจุบันเหลือน้อยและตึงตัว ในขณะที่ประเทศต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งภาวะสงครามในต่างประเทศและวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากซูเปอร์เอลนีโญที่จะกระทบภาคเกษตร . คำว่า พ.ร.ก. หรือพระราชกำหนด (คือกฎหมายที่รัฐบาลออกเองได้ในยามฉุกเฉิน โดยไม่ต้องผ่านสภาก่อน) ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าต้องเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เหมือนที่เคยใช้ช่วงโควิด-19 . 🗣️ เสียงสะท้อนจากประชาชน เมื่อดูความเห็นในโซเชียลมีเดีย พบว่าคนส่วนใหญ่ตั้งคำถามว่า ถ้าเศรษฐกิจไม่ได้วิกฤตจริงจัง ทำไมต้องกู้เงินถึง 5 แสนล้าน และถ้าวิกฤตจริง ทำไมโฆษกถึงบอกแค่ว่าจะ "บรรเทาภาระ" เฉย ๆ หลายคนเริ่มเทียบกับช่วงโควิดที่เคยกู้เงินมาแล้วครั้งหนึ่ง . อีกมุมหนึ่งมองว่า การที่ปลัดคลังไม่รู้เรื่องแต่รองนายกฯ ออกมาพูดก่อน เป็นสัญญาณที่แปลก ๆ และอาจบอกใบ้ว่าในฝั่งรัฐบาลเองก็ยังไม่ลงรอยกัน . 💡 ข้อสังเกตที่น่าคิด . สิ่งที่น่าสนใจคือเรื่อง VAT กับเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงิน มันคือปัญหาเดียวกันในหลายมุม นั่นคือรัฐบาลกำลังหาเงินเข้าคลัง ทางหนึ่งคือเก็บภาษีเพิ่ม อีกทางคือกู้เพิ่ม และทั้งสองทางต่างก็จะตกเป็นภาระของประชาชนในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะในรูปแบบของราคาสินค้าที่แพงขึ้น หรือหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น . สำหรับคนที่ถือสินทรัพย์แบบ Bitcoin หรือทองคำ เรื่องแบบนี้คือสิ่งที่ต้องจับตาใกล้ชิด เพราะการเพิ่มหนี้สาธารณะและการพิมพ์เงินเพิ่ม มักเป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินในระยะยาว . 🔎 สิ่งที่ต้องติดตามต่อ . เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะ พ.ร.ก. กู้เงินยังไม่ได้เข้า ครม. อย่างเป็นทางการ และข้อเสนอขึ้น VAT จากวุฒิสภาก็ยังค้างอยู่ เพดานหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังต้องสรุป ก็ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ . #BitcoinAddict #VAT #พรกกู้เงิน #เศรษฐกิจไทย

แชร์







แหล่งที่มา:แสดงต้นฉบับ
คำปฏิเสธความรับผิดชอบ: ข้อมูลในหน้านี้อาจได้รับจากบุคคลที่สาม และไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงมุมมองหรือความคิดเห็นของ KuCoin เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยไม่มีการรับรองหรือการรับประกัน และจะไม่ถูกตีความว่าเป็นคำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุน KuCoin จะไม่รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือการละเว้นในเนื้อหา หรือผลลัพธ์ใดๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลนี้
การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีความเสี่ยง โปรดประเมินความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์และความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้อย่างรอบคอบตามสถานการณ์ทางการเงินของคุณเอง โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ข้อกำหนดการใช้งานและเอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงของเรา